10 YaoiStory Recommended by Me xD

posted on 08 Mar 2012 12:18 by jniewalkerz
สวัสดีค่ะ เพิ่งได้ฤกษ์เข้าบล้อกตัวเองในรอบ ..  4 เดือน =[]= /นี่แกทิ้งบล้อกร้างไว้ข้ามปีเลยเรอะ!!
 
เอาเถอะ (ฮา) วันนี้กลับมาพร้อมกับ 10 นิยายเด็ดที่ไปเจอมาจากเด็กดีเพียงอย่างเดียว
 
เนื่องจากตอนเปิดเทอม จนวก.ไม่มีเวลาอ่านนิยายใดๆเลย -_- สมสู่กับงาน งาน และงาน
 
พอมีเวลาว่าง 4 วันเต็ม อาการเสพติดนิยายวายเลยกำเริบ อ่านกันไม่หลับไม่นอน
 
(มีเรื่องนึงอ่านถึงตีห้าค่ะ พระเจ้า เสพติดขั้นร้ายแรง  3วันอ่านไปร่วม20เรื่องยาวๆ T[]T) 
 
เพราะงั้นเลยเกิดอยากแนะนำนิยายขึ้นมา บางเรื่องก็ขึ้น Top หลายๆคนคงเคยอ่านมาแล้ว
 
แต่บางเรื่องก็นิยายใหม่ แต่ถูกใจก็เอามาแนะนำกัน
 
เอาเถอะ พูดมากอะ ฮ่า ไปดูกันเลยดีแกว่
 
ปล.ที่แนะนำมาคือจขบ.ชอบ ลองอ่านดูแล้วใครไม่ชอบก็กดปิดไปแล้วกันเนอะ :3
 
ปล2.ไม่สามารถให้คำแนะนำในเชิงวิชาการได้ oTL ทุกอย่างมาจากความเวิ่นล้วนๆ
 
 
17|SEVENTEEN ก็ผมรักของผมอ่ะ! [Yaoi]
 
- อันนี้คิดว่าหลายๆคนคงเคยอ่าน เพราะติด Top มายาวนานมาก แทบจะไม่เคยหลุดตั้งแต่ติดมา
แอบ 3P นิดๆ พอให้ลุ้น แนวเด็กกางเกงน้ำเงิน ใสๆ วัยรุ่นๆ
เรื่องนี้จริงๆคงสนุกเพราะเราได้ลุ้นได้เชียร์คนที่เราชอบ ว่าคนไหนจะได้เป็นพระเอก
ข้อเสียคือ อ่านไปก็อิจฉาเคะไป ทำไมมันโชคดีอย่างงี้ว้าาาาา ทำไมชีวิตกรูไม่มีแบบนี้มั่งว้าาาา
 
 
 
★Avatar Rocker ร้ายนรก [YAOI]
 
- นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่คิด Top ของหมวด
แนวนี้จะออกแรงๆ พระเอกร้าย แต่นายเอกร้ายกว่า
ตัวละครเยอะมาก ใครความจำดีลองอ่านดูค่ะ เพราะเยอะจริงๆ จำกันไม่หมด ฮ่า
แต่อ่านๆไปจะค่อยๆชินและเริ่มหลงรักพระเอก ใครชอบพระเอกเถื่อนลองดูนะคะ
เพราะพี่พีทของเรา เถื่อน แต่หล่อ โหด แต่น่ารักมากกก
 
 
HE IS MY GOD พระเจ้าของกู !! [yaoi]
 
-เข้าไปอ่านเรื่องนี้เพราะชื่อเรื่อง ชอบชื่อภาษาอังกฤษเรื่องนี้มาก ไม่รู้ทำไม
เป็นอีกเรื่องที่ทั้งพระเอกนายเอกร้าย แรง เลว (เด็กดีส่วนมากจะเป็นแนวนี้กันหลายเรื่อง)
อ่านแล้วลุ้นดี ตัวละครน่าสนใจ
ปมในเรื่องเยอะ ใครชอบเดาก็ลองอ่านดูค่ะ
 
 
Imagine Pan เรื่องจริงที่จิ้นต่อเอง (Yaoi)
 
-เรื่องนี้ไม่ใช่นิยาย แต่เป็นเรื่องจริง เหตุการณ์จริงของไรท์เตอร์ที่เห็นเพื่อนในห้องสวีวี่วีกัน
แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง เชื่อวายสาววายเกินล้านคนเคยเป็นแบบนี้
แบบที่เห็นเพื่อนในห้อง เพื่อนนอกห้อง คนนั้นคนนี้เค้าทำอะไรกันแล้วเราจะคิดว่า'เกินเพื่อน'แน่ๆ
ลองอ่านดู แล้วจะสติแตกแบบเรา แอร้ยยยย >___<
 

 
Kiss Love : รักวุ่นวายนายสุดหล่อ [Yaoi ♥ [] ♥ Boy's Love]
 
-นี่เป็นนิยายอีกเรื่องที่ติดท้อป(อันดับ1)เหนียวแน่นมาก และก็สนุกมากสมกับที่ติดท้อปมานาน
ใครชอบพระเอกหล่อล่ำ ฉลาดเป็นกรด สุภาพบุรุษ อบอุ่น แสนดี(มีอะไรเลวมั่งมั้ยพระเอกเรื่องนี้-_-)
ก็ลองอ่านดูนะคะ xD ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ
 
 
เรือนภิรมย์ฤทัย [Yaoi]
 
- นิยายย้อนยุคเรื่องนี้เป็นอะไรที่แนะนำมาก เพราะหาอ่านยาก คนไม่ค่อยแต่ง
แต่สนุกจริงๆค่ะรับรอง ใครไม่เคยอ่านแนวนี้ลองอ่านดูนะคะ แล้วจะไม่ผิดหวัง : )
ภาษาที่ใช้เขียน คำพูดต่างๆในเรื่องเป็นภาษาที่สวยงามมาก
ใครชอบนิยายแนวทวิภพ(ห้ะ)ก็ลองอ่านดูนะคะ สนุกดีค่ะ
 
 
แรงปะทะร้าย >> สุดท้ายก็...?? [YAOI] 
 
-เป็นอีกเรื่องที่ติดท้อป(อีกแล้ว) ขึ้นชื่อว่าติดท้อป 10 ก็คงการันตีได้แล้วส่วนหนึ่งว่าสนุก
แต่จริงๆก็แล้วแต่คนชอบล่ะเนอะ ฮา
เรื่องนี้พระเอกร้าย แอบตบจูบตบจูบเล็กน้อยในช่วงแรก (แอร้ยยยส์)
แต่หลังๆก็ .. นะ ต้องลองอ่านเอง ฮ่าๆๆ
ใครชอบแนวนี้ก็ลงคลิกไปอ่านดูเล่นๆค่ะ ยาวหน่อย แต่ครบรสดี
 
 
Rock online รักนี้เต็มพิกัดร้าย YAOI 
 
- นิยายเรื่องนี้เป็นตระกูลเดียวกับ Avatar Rocler ค่ะ แต่ไม่อ่านต่อกันก็ได้
เพราะเนื้อเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และก็คนละแนวด้วย ใครชอบแบบไหนก็เลือกได้ค่ะ
สำหรับเรื่องนี้ .. ถ้าถามว่าสนุกมั้ย สนุกค่ะ
และถ้าถามต่อว่าชอบใครที่สุดในเรื่อง
ขอตอบว่าชอบพระเอกค่ะ
เพราะพระเอกเรื่องนี้ .. กระตุ้นต่อมคนอ่านมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก >_<
*วิ่งไปกรี๊ดหลังบ้านสิบนาที*
พระเอกเรื่องนี้ไม่ใช่คนดี แต่โดนมากค่ะ
หน้าตา นิสัย เอวรี่ติงจิงเกอเบล มัน'โดน'สุดๆ
ปล.พระเอกเรื่องนี้มีสโลแกนน่าจับหยิกว่า .. 'เป็นผู้ชายที่รักเมียที่สุดในโลก'ด้วยล่ะ
 
 

Who's on TOP!! ผมกับมันใครกันที่อยู่บน!? [Yaoi]
 
- เรื่องนี้ .. แค่ชื่อเรื่องก็น่าจิ้มแล้วอ่ะ ฮา
คือเป็นคนอ่านนิยายจากชื่อเรื่องด้วยส่วนหนึ่ง(...)
แล้วก็มาสะดุดตากับเรื่องนี้ .. ที่แบบ .. อ่านไปอ่านมาก็คิดๆไปด้วยว่า ตกลงใครอยู่ข้างบนอ้ะ !?
หรือไอ้คนที่ On top จริงๆคือคนที่อยู่ข้างล่าง (ฮา)
ลองอ่านดูนะคะ แล้วมาช่วยเดากันค่ะว่าตกลงใครมัน On Top กันแน่ -__,-
 
 
We are ...คือ เรารักกัน [Yaoi]
 
- เรื่องนี้ถ้าไม่เอามาแนะนำคงโดนมองว่าไม่แน่จริงนี่หว่า(ฮาาา)
เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นนิยายวายที่ได้รับความนิยมในทุกที่ที่ไปถึง
ทั้งเล้าเป็ด ทั้งเด็กดี ไปที่ไหนก็เป็นต้องได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามทุกที่ไป
เพราะที่เด่นในเรื่องไม่ใช่แค่ตัวละครหลัก แต่ตัวละครรองอย่างเพื่อนๆก็มีบทบาทไม่แพ้กัน
แถมมีหลายคู่ หลายรส หลายอารมณ์ อ่านไปทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ บางฉากบางตอนก็ร้องไห้น้ำตาซึมซะงั้น
เป็นอีกเรื่องนึงที่จขบ.ชอบมาก(เพราะผู้ชายเยอะดี แว้กกก ไม่ช่ายยยยย)
และก็หวังว่าคนที่ได้ลองจิ้มไปอ่านดูจะชอบเหมือนที่หลายๆคนชอบนะคะ :)
 
 
 
10 เรื่องแล้วอะ .. น้อยเนอะ (เอิ๊กกกกส์)
จริงๆมีอีกหลาย(ๆๆๆ)เรื่องเลยในเด็กดีที่อยากแนะนำ แต่ก็มีหลายปัญหาที่ทำให้เอามาแนะนำกันไม่ได้
ก็เลยจกมาแค่ 10 เรื่องเด่นๆที่จขบ.อ่านแล้วกรี๊ดสติแตกมาให้ได้ลองอ่านกัน
เผื่อใครยังไม่เคยอ่านเรื่องไหนยังไงก็ลองจิ้มๆดู เผื่อจะถูกใจนะคะ
ส่วนถ้าใครยังไม่โดนเรื่องไหนในนี้ .. รอบหน้าเจอกันจากนิยายในเล้าเป็ด(Thaiboyslove)ที่คิดว่าเด็ดว่าโดนกันค่ะ xD
 
แล้วเจอกันค่ะ สวัสดี :3
 

edit @ 25 Mar 2012 17:00:03 by Jniewalkerz

ก็เพิ่งจะสำนึกได้น่ะนะว่าบล้อคไม่ได้มีไว้ลงนิยายอย่างเดียว ฮ่าๆๆๆ

 

 

วันนี้เลยจะมารำลึกความหลังตอนไปตามศิลปินเกาหลีเมื่อมาไทย เย้ ! *จุดพลุ*

 

 

เพราะไม่ได้ตามบ่อยเป็นกิจวัตร เลยค่อนข้างพิเศษกับการตามอะไรแบบนี้

 

 

จำได้ทุกรายละเอียดเลยขอบอก ! 5555555 เลยจะมาโยนทิ้งไว้ในนี้ เผื่ออนาคตลืม จะกลับมาอ่าน อิอิ้

 

 

วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 (ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นวันพฤหัสบดี เพราะมีเรียนคาบสุดท้ายกับคุณนายแม่)

 

 

เป็นวันแถลงข่าวของ B1A4 กับ BigCola ที่ CTW  ตอนสี่โมง

 

 

เลยนัดกับเพื่อนสาวสองคนว่า เอาวะ หนุ่มๆมาไทยครั้งแรก ไปเจอกันหน่อย(อินี่อยากเจอกงชาน)

 

 

ที่ไปเพราะคิดว่าแฟนคลับคงไม่เยอะเท่าวงอื่น(SJ SHINee 2PM หรือวงที่เดบิวต์นานแล้ว)

 

 

ก็เลยออกเดินทางกันทันทีที่เลิกเรียน เรียกได้ว่าถ้าเหาะได้จะเหาะไป เพราะเลิกเรียนเกือบสามโมง

 

 

ไปถึง BTS แบบสภาพเหงื่อท่วมตัว ไปกันห้านาง อีกสองนางเป็นทางผ่านเฉยๆ

 

 

โชคดีที่ไม่ใช่เวลาเลิกงาน คนเลยค่อนข้างบางตา เข้าไปนั่งคุยกันได้สักพัก

 

 

พอถึงสถานีสีลมดันมีสายเข้า เป็นพี่สาวที่ไปถึง CTW ก่อนแล้ว ก็เลยรับ

 

 

เรา : ว่าไงพี่

 

 

พี่สาว : เธออยู่ไหนอะ

 

 

เรา : อยู่บนบีทีเอสสสส กำลังไปแล้วว *เหงื่อแตกพลั่กๆ

 

 

พี่สาว : เธอช้าไปแล้วอะ บีวันโชว์ไปแล้ว เนี่ย เข้าหลังเวทีไปแล้ว

 

 

...

 

 

รู้สึกเหมือนมีนกกาบินข้ามหัว .. ช็อคมากกกกกกกก -_- มองหน้าเพื่อน มือถือโทรศัพท์แนบหูค้างไว้ แทบ

 

หมดแรง นี่ชั้นรีบทำไมมมม

 

 

เรา : ล .. แล้วจะขึ้นมาอีกป่ะพี่

 

 

พี่สาว : ไม่รู้อะ รีบๆมาแล้วกันนะ

 

 

เรา : ค่ะๆ

 

 

แล้วก็วางสายไปด้วยใจระทึก เหงื่อแตกยิ่งกว่าเดิม ลุ้นมาก ละล่ำละลักบอกเพื่อน

 

 

เพื่อนทำหน้าแบบเดียวกันคือ .. เอ่อ .. ทำไมไม่ไม่ตรงเวลา !! เค้ามีแต่เลททำไมนี่ขึ้นเร็วหา !!

 

 

ทุกคนอยู่ในภาวะเครียด จับมือถือกันตลอดเวลา เช็คทวิตเตอร์ทุกหนึ่งนาที

 

 

ซึ่ง .. ก็ไม่ได้ช่วยอะไร กรี๊ดดดด TT__TT

 

 

นั่งเครียดกันเป็นอีบ้าอยู่ตั้งแต่สถานีสีลม จนถึงสยาม ไม่รู้ว่านานมั้ย แต่ในใจตอนนั้นนานมากกก

 

 

นั่งรถไฟฟ้าแต่รู้สึกเหมือนนั่งทับหอยทาก ใจเต้นโครมครามตลอดเวลา

 

 

ไม่มีใครพูดจากับใคร ทุกคนเงียบกริบ สายตาจ้องตรงไปที่ ..

 

 

เด็กกรุงเทพคริสเตียนที่ยืนเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงประตู .. /มันใช่เรื่องเรอะ! /ไม่รู้อะ /แต่หล่อมาก

 

 

นั่นไม่ใช่ประเด็น ..

 

 

พอถึงสถานีสยามแล้วก็แทบจะรีบบินไป CTW เดินขึ้นสกายวอล์ค(เค้าเรียกว่าไรวะ) นั่นแหล่ะ

 

 

วิ่งกันขาแทบขวิด เหนื่อยมาก  ยิ่งพอถึง CTW แล้วได้ยินเสียงกรีดร้องของเหล่าแฟนคลับแล้ว

 

 

เหมือนอะดรีนาลีนหลั่งออกมาอย่างสุดชีวิต วิ่งกันลืมตาย

 

 

ดีที่งานจัดชั้นสอง บันไดอยู่ตรงประตูทางเข้า ฮอลอะไรไม่รู้ไม่จำ วิ่งอย่างเดียว

 

 

พอไปถึงในงาน คนเยอะอยู่ นักข่าวอยู่ แต่ .. B1A4 ไม่อยู่ ..

 

 

เอาไงดี หันซ้ายหันขวา ยังไม่ทันจะหายเหนื่อย เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นพร้อมกับฝูงชนลุกฮือ

 

 

จับใจความได้ว่า ‘ออกไปหลังเวทีแล้วๆๆๆๆ !’

 

 

งงค่ะ อะไรออก อะไรออก

 

 

แต่นาทีนั้นห้ามมีเวลางง วิ่งเท่านั้น เลยจับแขนเพื่อนคนนึงได้ก็ลากมันวิ่งงงงงงหน้าตั้งทันที(เพื่อนอีกคนไป

 

ไหนไม่รู้ละ)

 

 

วิ่งไปตรงไหนไม่รู้ เจอพี่กระเทยคนนึงกับเด็กผู้หญิงอีกคนปีนเก้าอี้อยู่ แต่ด้วยความมีน้ำใจ นางเลยยิ้มกับเราและ

 

บอกว่า

 

 

น้องขึ้นมาด้วยกันสิ มาๆๆ

 

 

แน่นอน ..

 

 

ชั้นไม่ปฏิเสธ ชั้นลากเพื่อนขึ้นไปยืนด้วยความทุลักทุเล ... แต่ชั้นไม่แคร์

 

 

ด้วยความสูงของชั้นที่สูงกว่าเพื่อนตัวเองหลายสิบเซ็นต์ ชั้นยังเห็นเพียงแค่อณูเส้นผมสีทองของจินยอง

 

เท่านั้น

 

 

ไม่ .. และเหมือนพี่กระเทยข้างๆคงคิดเช่นเดียวกัน

 

 

นางลงจากเก้าอี้และลากชั้นพร้อมกับน้องของนางไปด้วย

 

 

‘มาๆๆๆ ตามมา’

 

 

ชั้น .. ไม่เคยตามศิลปินมาก่อน .. ชั้น .. เลยต้องตามนางไปแบบงงๆโง่ๆ โดยไม่ลืมลากเพื่อนตายของชั้นไปด้วย

 

 

แต่เนื่องจากฝูงชนที่เยอะเกินเหตุ ทำให้ชั้นพลัดพรากจากพี่คนนั้น และก็ไม่ได้เจออีก

 

 

(ยังไงก็ขอบคุณมา ณ ที่นี่ค่ะ *กราบ*) ต่อ

 

 

คนเยอะมากจริงๆ มากแบบคาดไม่ถึง ชั้นถูกเบียดจากหน้าและหลัง

 

 

ราวกับเล่นเวฟชะนี เพราะ 80% ของที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยชะนีมากมาย เอาเถอะ .. เพราะชั้นก็ชะนี

 

 

แต่ด้วยความเบียดทำให้ชั้นฝ่าวงล้อมไปเฉียดใกล้กับผู้ชายที่ชื่อ .. จินยอง ..

 

 

แม่เจ้า .. จินยองระยะประชิด .. จะเป็นลม

 

 

ผู้ชายคนนี้หน้าใสและวิ้งมาก ตัวผอมบาง รอยยิ้มสดใส ผมสีน้ำตาลทอง ชั้นจำได้แม่น

 

 

มันใกล้มาก แบบไม่ต้องเอื้อมมือก็แตะถึง แต่ชั้นไม่ทำ .. เพราะตอนนั้นมือชั้นสั้นและมัวแต่จ้องหน้าจินยองจน

 

เบลอ

 

 

ใกล้ชิดได้ไม่นานก็โดนเวฟอีก ชั้นเริ่มไม่ทน เพราะร้อนมาก .. ชั้นเลยลากเพื่อนออกมาจากฝูงชน

 

 

แน่นอน .. ด้วยความชาญฉลาด(หรอ) ชั้นเลยวิ่งนำหน้ากองทัพออกมา .. ใช่ .. ยังไงศิลปินก็ต้องเดินผ่านทางนี้

 

 

โชคดีที่พี่การ์ดเคลียร์ทางก่อนจะมาถึงตัวชั้นแล้ว คนเลยไม่รุมเด็กๆมาก

 

 

ชั้นไม่รู้จะอธิบายเป็นตัวหนังสือยังไง .. ฉันยืนอยู่ข้างหน้า และขบวนหนุ่มๆก็เดินมา ให้ตาย

 

 

นั่นมันกงชาน .. กงชานยิ้มหวานและดูสนุกกับการโดนเล่นเวฟมนุษย์มาก(เอ่อ- -) ฮียิ้มตลอด

 

 

และช็อตที่ฟินาเล่ที่สุดในวันนั้นคือตอนที่กงชานยิ้มตาหยีแล้วชูสองนิ้วขยับไปมา ..

 

 

ชั้นคิดว่าชั้นทำวิญญาณตกไปตั้งแต่ตอนนั้นแหล่ะ ..

 

 

หลังจากนี้ชั้นก็ลืมทุกสิ่งไปเลยเมื่อสบตากับลูกชายตัวโต ชั้นลืมมองคนอื่น ลืมเพื่อนข้างๆ

 

 

ลืมด้วยว่าเดินหรือกรี๊ดไปตอนไหน รู้สึกตัวอีกทีเพื่อนก็ลากมาหน้าลิฟต์เพราะหนุ่มๆจะขึ้นลิฟต์ไปทานข้าวกันชั้น

 

บน

 

 

ลิฟต์เป็นลิฟต์แก้ว ชั้นอยู่ระเบียงตรงข้ามลิฟต์ มุมนี้เห็นซานดึลชัดเจน เสื้อลายกุหลาบนั้นน่ารักมาก

 

 

แต่ซานดึล ..

 

 

เราขอโทษ ..

 

 

เราสติแตกไปตั้งแต่จ้องตากงชานเสียแล้ว ..

 

 

ตอนนั้นลืมทุกสิ่งอย่าง ลืมว่ามีมือถือไว้ถ่ายรูป ลืมว่ามีเพื่อนมาด้วย ลืมตัว ลืมมาก (เพื่อนเล่าให้ฟังที่หลังว่าเรา

 

กรี๊ดอย่างเดียว กรี๊ดไมลืมหูลืมตา-_-)

 

 

หลังจากที่หนุ่มๆขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน ชั้นก็เริ่มล้าและเหนื่อย เลิก ไม่ตามต่อแล้วเพราะฟินเกินไป

 

 

ตอนนี้ชั้นเริ่มรู้สึกตัวว่าเสียงหายไป เพื่อนบอกว่าชั้นกรี๊ดเสียงดังมาก .. แต่ชั้นยืนยันว่าไม่ได้กรี๊ด

 

 

แน่นอน .. ชั้นหลอกตัวเอง

 

 

เอาเถอะ .. ไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น  เป็นเพื่อนสาวผู้พลัดพรากของชั้นนั่นเอง นางโทรมาได้เวลาดีมาก

 

 

เรา : แกอยู่ไหนอะ

 

 

เพื่อน : @#%$&^*()&(&&%$ จินยอง $^%&*()_(*)*(

 

 

เรา : อะไรจินยองนะ

 

 

เพื่อน : จินยอง $^&*&(*)(&^

 

 

เรา : .. (คิดในใจ: ให้สารชั้นมากกว่าคำว่าจินยองได้มั้ยยะ) อะไรของแก อยู่ไหน เดี๋ยวไปหา

 

 

เพื่อน : เจอกันตรงเวทีแล้วกัน

 

 

โอเค ชั้นวางสายและเดินชิวๆเหนื่อยๆมาที่เวที เพื่อเจอเพื่อนสาวที่ไม่ได้เจอกันสิบนาที แต่รู้สึกเหมือนห่างไป

 

สิบปี เวลาตอนเจอผู้ชายนั้นสั้นแต่ยาวนานเสมอ และหลังจากพูดคุยกันถึงประสบการณ์ 10 นาทีของเราแล้ว

 

 

ชั้นก็อดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมากลางห้างดัง .. คำบอกเล่าของนางคือ

 

 

‘แก ก็คือเค้าแยกจากแกช่ะ แล้วคนมันเยอะมากๆๆอะ แบบเยอะมาก ก็โดนดันๆเบียดๆไปเว้ย

 

 

จนไม่รู้ว่าไปตรงไหน แล้วก็โดนเบียดจนล้ม แบบจะล้มแล้วอะ อยู่ดีๆก็มีมือมาดึงแขน

 

 

แบบดึงให้ไม่ล้มอะ พอมองไปก็เป็นจินยองอะแก๊(เสียงสูง) จินยองดึงแขนไว้

 

 

แล้วแบบว่าคนมันดันๆมา ก็เลยต้องเดินติดกับจินยองไปตั้งแต่ตอนนั้น

 

 

ติดแบบแขนติดกันเลยนะ เออ จะเป็นลมอะ หน้าก็ไม่กล้ามอง

 

 

ต้องจับแขนตัวเองไว้ สั่นมาก’

 

 

นางเล่าจบ .. ชั้นกรีดร้องด้วยความอิจฉา ..

 

 

และวันนั้นทั้งชั้นและเพื่อนและเพื่อนก็กลับบ้านด้วยสติที่ไม่ครบ

 

 

ดวงตาเป็นรูปหัวใจ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม และ ..นั่งลูบแขนเพื่อนข้างที่คุณลีดจับตลอดทางกลับบ้าน

 

 

ขอบคุณ B1A4 ..

 

 

 

 

edit @ 18 Nov 2011 00:01:06 by Jniewalkerz

The 1st Special Project

posted on 08 Nov 2011 11:10 by jniewalkerz

The Special Project

1st chapter

เทียน – คิน

 
ปีที่แล้ว

‘คิน!’

..

‘คิน!!’

..

‘ไอ้เชี่ยคิน!’

.. ผมค่อยๆหันหลังไปตามเสียงเรียกช้าๆแบบจงใจ เพราะจำเสียงห้าวๆที่เรียกชื่อผมได้ 
มันคือบุคคลที่ถ้าไม่จำเป็นผมจะไม่เข้าใกล้เลยแม้แต่นิดเดียว

.. ไอ้เทียน

‘หยิ่งหรอสัส เรียกตั้งนานไม่หัน’

‘โทษที หูกูไม่ตอบสนองต่อเสียงหมาเห่าเท่าไหร่’

     ผมตอบด้วยรูปประโยคปกติ ผมกับไอ้เทียนไม่ถูกกัน ใครๆก็รู้ เพราะอะไร ..  ก็ไม่รู้เหมือนกัน -_-

เหอๆ แต่จำได้ว่าผมกับมันแข่งกันมาตลอดตั้งแต่ม.ต้น จนตอนนี้ขึ้นม.ปลายมาสองปีแล้วก็ยังไม่มีใครยอมใคร

ไม่ว่าจะเรื่องเรียน(ใครได้มากกว่า 3.00 ชนะ แต่ผมกับมันก็แพ้ทั้งคู่อะครับ -_- ..) 

เรื่องหญิง(แข่งกันจีบสาวจากโรงเรียนหญิงล้วนตรงข้าม)

หน้าตา ฐานะ ทุกเรื่องล่ะครับที่เราต้องการจะเหนือกว่าอีกคน แต่สุดท้ายก็ลงอีหรอบเดิม ไม่แพ้คู่ก็ชนะคู่


‘เมื่อไหร่มึงจะเลิกกวนตีนกูซะที’

‘เมื่อกูพอใจ’

‘-_-’ ไอ้เทียนทำหน้าเซ็งโลก

‘แล้วเรียกกูทำไม’

‘มีไรจะบอก’

‘อะไร’

‘กู .. ชอบมึง’


อืมม .. สงสัยหูผมจะเพี้ยนๆนะ เมื่อกี้มันพูดว่าไรวะ

‘อะไรของมึง’

‘กู’


มันชี้ที่ตัวเอง แล้วขยับปากช้าๆ

‘ชอบ’

‘…?’

‘มึง’


มันชี้นิ้วมาที่ผมอะ ! ผมมมม !!! 

ผมหันซ้ายหันขวาด้วยความตกใจโคตรๆ

เพื่อนๆในห้องต่างนั่งจ้องเราสองคนด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น

ทั้งห้องเงียบกริบจนผมแทบไม่กล้าหายใจ(เว่อร์) รู้สึกว่าตัวเองเหงื่อแตกพลั่กๆ 

เพราะเกิดมาไม่เคยมีผู้ชายมาบอกชอบมาก่อนในชีวิต T0T แถมผู้ชายคนนั้นยังเป็นคนสุดท้ายที่ผมจะคิดว่ามันเป็นเกย์อีกด้วย 

พูดไม่ออกเลยกู .. เหตุการณ์สำคัญครั้งนึงในชีวิตเลยนะเว้ย(สงสัยต้องกลับไปบันทึกประจำวัน)



‘ก .. กู???’



‘อืม เป็นแฟนกัน’



พ่อมันสิ -_- นี่ประโยคคำถาม ประโยคบอกเล่า หรือประโยคคำสั่งวะ กูไม่เข้าใจ 

แล้วมันพูดเหมือนมันบอกผมว่าวันนี้ทำการบ้านมามั้ยอะไรแบบนั้นเลย บ้าไปแล้ว อะไรของมันเนี่ย

‘มึง .. เล่นคิงหรือไงเนี่ย’

‘เปล่านี่ กูพูดจริงๆ เป็นแฟนกันนะ’ ไอ้เทียนตอบหน้าตาย แต่ผมรู้สึกอยากตายมาก

‘หึ ..’

               ผมเหยียดยิ้มมุมปากแบบที่ชอบทำหลังจากตั้งสติได้

อยากเล่นกับกูใช่มั้ย


.. ก็ได้ เล่นด้วยก็ได้

‘มึงจะขอกูเป็นแฟนทั้งๆที่ยังไม่จีบเนี่ยนะ เร็วไปสิบปีไอ้น้อง’

‘หมายความว่าไง’

‘จีบกูให้ติด .. แล้วค่อยว่ากัน’

ผมตบบ่ามันสองทีแล้วเดินหนีออกนอกห้อง 

.. นี่แหละครับ จุดเริ่มต้นของ’เรา’

.


.



.



‘สองคนนี้แม่งตัวติดกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ’

‘ไม่รู้ดิ แต่ก่อนเห็นเจอหน้ากันทีไรทะเลาะกันทุกที’

‘กูได้ยินมาว่าพี่เทียนตามจีบพี่คินอยู่นะเว้ยมึง’

‘จริงป่ะวะ แมนห่ารากทั้งคู่เลยนะนั่น’


เสียงรุ่นน้องที่นั่งถัดไปไม่ไกลกระซิบกระซาบกัน(แต่ดันได้ยินมาถึงนี่) 

โอยยย กูล่ะอยากเอาหัวมุดแผ่นดินหนี จะอะไรกันนักกันหนาวะเนี่ยย เชี่ยเอ๊ยยย 

‘ได้ยินแบบนี้มาเป็นเดือนแล้ว ยังไม่ชินอีกหรอมึง’

‘ชินพ่องสิ’

ผมหันไปเหวี่ยงไอ้คนข้างๆ ใช่ครับ .. อย่างที่ไอ้เด็กโต๊ะนั้นพูด .. ไอ้เชี่ยเทียนมันตามจีบผมมาเดือนนึงแล้ว 

วิธีจีบของมันก็เหมือนตอนมันจีบสาว แค่มันมีเวลาอยู่กับผมเกือบทั้งวันที่โรงเรียนเท่านั้น

มันเลยเกาะผมแน่นเหมือนตุ๊กแกผี มานั่งเรียนด้วย ไปไหนก็ไปด้วย กินข้าวด้วยกันไม่สนใจเพื่อนฝูง 

แรกๆก็รำคาญ หลังๆก็เริ่มชิน(ด่าไปแม่งก็ไม่รู้สึกไรหรอกครับ หน้ามันด้าน) 

ไอ้ที่ชินน่ะคือการมีมันไปไหนมาไหนด้วย แต่เสียงนินทาเรื่องนี้นี่ทำยังไงก็ไม่ชินซักที -_- 

จะนินทาไรนักหนาวะแม่ง

‘คิดไรมาก กูยังไม่เห็นเป็นไรเลย’

‘กูไม่ได้หน้าด้านเหมือนมึงไง’

‘มึงนี่ปากดีจริงๆ’ มันเอาส้อมชี้หน้าผม ‘รอมึงเป็นแฟนกูก่อนนะ จะเอาคืนให้เกินคุ้มเลย’

    ไอ้เทียนพูดพลางจ้องผมนิ่งๆด้วยสายตา .. เจ้าชู้ -__-// เวร กูเขินทำไม

เฮอะ สาวๆน่ะบอกกันมาเยอะครับว่าไอ้เทียนน่ะหน้าเจ้าชู้ ตาก็เจ้าชู้ 

ใครมองตามันเป็นอันต้องเขินหลบตามันทุกราย เมื่อก่อนผมไม่เป็นนะครับ 

แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอะไร จ้องหน้ามันแล้ว .. เขินๆทุกที  เกิดอะไรขึ้นเนี่ย กูเป็นโรคหัวใจหรอ



‘พูดไรของมึงเนี่ย’


‘ก็พูดจริงๆ รอมึงยอมกูก่อนเหอะ .. เสร็จแน่ J ’

รอยยิ้มแป้นแล้นน่าถีบกับสายตากะลิ้มกะเหลี่ยของมันทำเอาผมรู้สึกร้อนๆจนต้องหยิบสมุดที่เอาติดมือมาเมื่อกี้มาพัดแก้เขิน

‘พัดทำไม ร้อนหรือไง’

‘อ .. เออ ร้อน’

‘กูว่าวันนี้แคนทีนแอร์เย็นจะตาย -_- อะไรของมึง’

‘เรื่องของกูน่า’ ผมพูดปัดๆแล้วลุกขึ้น ‘กูขึ้นห้องก่อนแล้วกัน จะไปลอกงานส่ง’

‘เฮ้ยยย รอกูก่อนเด้’

ไอ้เทียนโวยวายแล้ววิ่งตามผมมา

.. อืมม .. จริงๆมันก็วิ่งตามผมแบบนี้ทุกวันแหละครับ เพราะผมชอบแกล้งเดินหนีออกมาก่อนทุกที ฮ่าๆๆๆ 
มันโง่หรือมันโง่เนี่ย ก็เห็นอยู่ว่าผมหยุดรอมันทุกครั้ง จะวิ่งตามมาทำไม

.


.



.



จากหนึ่งเดือน .. เป็นสองเดือน ที่ผมกับไอ้เทียนตัวติดกันเหมือนแฝดสยาม

เสียงซุบซิบนินทาหายไปแล้ว เพราะทุกคนเข้าใจว่าผมกับมัน .. เป็นแฟนกัน -___- 

บ้าจริงๆเลย รู้งี้กูยอมโดนนินทาตลอดชีวิต

‘คิน เย็นนี้ไปดูหนังกัน เรื่องนี้น่าดูโคตรรรร’

               ไอ้เทียนยื่นโบรชัวร์หนังไทยปัญญาอ่อนเรื่องหนึ่งมาให้ดู ผมโผล่หัวไปดูนิดหน่อยแล้วพยักหน้ารับ

‘อือ เอาดิ มึงเลี้ยงนะ’

‘สบ๊ายยย’

ตั้งแต่มันบอกว่าจะจีบผมมาตั้งแต่สองเดือนที่แล้ว มันก็ปรนนิบัติผมอย่างดีเยี่ยมโคตรๆ ฮ่าๆๆๆ 

ไม่ว่าผมจะเอาอะไรมันก็หาให้ได้หมด พาไปไหนมันก็เลี้ยง แม่งโคตรเสี่ยเลยครับ 

สรุปแล้วเย็นนี้ผมเลยมาอยู่ที่พารากอนตามที่มันชวนจนได้ 

สองสามเดือนที่ผ่านมานี่ผมคิดว่าผมดูหนังแทบจะครบทุกเรื่องแล้วครับ เพราะแม่งพามาดูทุกวัน ทุกเรื่องที่มี

อาทิตย์ไหนหนังไม่เข้าก็ชวนมาหาอะไรกิน เดินเล่น หรืออะไรก็ตามแล้วแต่มันจะอ้าง 

ซึ่งผมก็หลวมตัวมากับมันทุกที ไม่รุ้เพราะอะไร ฮ่าๆๆๆ 

(จริงๆคือมากับเทียนแล้วสบายครับ เสี่ยจ่ายให้ตลอดดด) 

 

 

 

‘หนังแม่งน่าเบื่ออะ’

 

 

ผมบอกเสียงงัวเงีย เพราะจะหลับแหล่มิหลับแหล่ ไอ้เทียนที่นั่งข้างๆหันมามองยิ้มๆแล้วถาม

 

‘จะออกไปข้างนอกป่ะ กูก็ว่าแม่งไม่หนุกเหมือนเทรลเลอร์เลย’

 

‘ฮื่อ’ ผมส่ายหัว ‘ผ่านมาครึ่งชั่วโมงเอง เสียดายตังค์’

 

‘แน่ใจ?’

 

‘อืม กูอยากนอน จบเรื่องแล้วปลุกด้วย’

 

‘นี่ใช่มั้ยเหตุผลที่แท้จริงของมึง -_-’

 

ผมหัวเราะหึๆแต่ไม่ตอบอะไรพลางเอาหัวถูกับโซฟานุ่มๆเตรียมจะหลับ ไอ้เทียนคงสมเพชเวทนาในความ

 

พยายามของผมเลยดึงหัวผมไปซบไหล่มัน อืมม .. ไม่น่าแปลกใจหรอกครับ นอนกับมันก็เคยมาแล้ว(นอนเฉยๆ

 

นะ ! ใครคิดไกลกว่านี้ผมเลิกคบ !) เพราะมันชอบมาเนียนนอนค้างบ้านผมบ่อยๆจนสนิทกับหม่าม้าไปแล้ว -_-

 

แค่ซบไหล่นี่จิ๊บๆ

 

 

‘คิน ..’

 

‘ .. ฮื่อ’

 

เทียนเรียกผมเบาๆ ผมก็หลับหูหลับตาตอบไป ง่วง ไม่ไหวแล้ว

 

‘หลับยัง’

 

‘อืม .. ’

 

‘คิน..’

 

โอ่ยยย กูจะนอนน เรียกทำไมนักหนา

 

‘อะรายย รีบๆพูด ง่วงง’

 

‘เป็นแฟนกันนะ’

 

 

 

.

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

 

.

 

 

.

 

อะไรกันนะๆวะ กูหลับยัง ตอนนี้ฝันอยู่รึเปล่า -_-;; ผมสะบัดหัวตัวเองสองสามทีเพื่อให้ตื่น แล้วหันไปถามไอ้

 

เทียนที่นั่งยิ้มหวานอยู่ข้างๆอีกรอบ

 

‘อะไรนะ ขออีกที’

 

‘ต้องให้ย้ำทุกทีเลยหรือไงเนี่ย-_-;’

 

ไอ้เทียนยกมือเกาแก้มแบบเขินๆ ก่อนจะย้ำอีกครั้ง ‘เป็นแฟนกันนะครับ’

 

‘อ.. ’

 

‘อะไรของมึงเนี่ย’

 

‘.. ม’

 

‘มึงพูดภาษาอะไรวะ เชี่ย เอาดีๆดิ’

 

‘กูบอกว่าอืมโว้ยย เชี่ยยยย ต้องให้ตะโกนเลยมะ เขินเป็นเหมือนกันนะแม่งๆๆๆ’

 

ผมโวยวายอย่างลืมตัว ดีที่ไอ้เทียนยื่นมือมาปิดปากผมทันคนในโรงเลยไม่เขวี้ยงอะไรขึ้นมาตรงที่ผมนั่งอยู่

เหอๆๆ

 

‘ฮ่าๆๆ ก็มึงพูดเบาอะ กูไม่ได้ยิน’

 

‘กูเขินไง ฟรวยย’

 

‘แฟนกูแม่งน่ารักว่ะ มาจูบที’

 

‘พ่อง ลามปามละ  ดูหนังไปไป้ จบแล้วปลุก ฝันดีไอ้บ้า’

 

 

 

ปัจจุบัน

 

“เทียน ! ไหนมึงบอกว่ามึงกับเพลินไม่มีไรกันแล้วไง” ผมพูดเสียงดังพลางผลักไหล่มันแรงๆอย่างหงุดหงิด

 

“ก็ไม่มีไรแล้วจริงๆ”

 

ไอ้เทียนรีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกใจเย็นขึ้นมาได้บ้างเลย ตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้ผม

 

หงุดหงิดขึ้นจนจะเป็นบ้าไปทุกที

 

 

“แล้วนี่อะไรล่ะวะ!”

 

 

 

ผมตวาดแล้วโยนไอโฟนในมือลงบนโต๊ะที่เทียนนั่งอยู่อย่างไม่แคร์ว่ามันจะตกแตกหรือไม่ ทำไงได้ล่ะครับ คนมัน

 

โมโห -_- โชคดีที่คาบนี้มาสเซอร์ไม่ว่างเลยมาปล่อยพวกผมเข้าห้องสมุด ผมเลยถือโอกาสรอให้คนในห้องเรียน

 

ว่างเพื่อเคลียร์กับไอ้เทียนได้อย่างจริงจัง

 

 

 

“ก็ .. ข้อความ” ไอ้เทียนหยิบมันขึ้นมาเปิดดูแล้วตอบผมด้วยอาการไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร

 

 

 

“ข้อความของใคร”

 

“..เพลิน”

 

“เออ! ไหนว่าไมได้ติดต่อกันแล้วไง”

 

เทียนเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอโทรศัพท์ คิ้วเข้มๆของมันขมวดมุ่น แสดงถึงความไม่พอใจเช่นกัน

 

“ก็ไมได้ติดต่อกันแล้ว ทำไมไม่เชื่อกันบ้างวะ”

 

“ก็แล้วนี่มันอะไร เพลินส่งข้อความมาว่าขอบคุณที่พาไปดูหนัง พาไปเที่ยว พาไปส่งที่บ้าน มันคืออะไรล่ะวะ!”

 

พวกผมเริ่มขึ้นเสียงใส่กันอย่างดุเดือด -_- โชคดีจังที่คนอื่นไม่อยู่ ไม่งั้นอาจจะคิดว่าเราสองคนจะวางมวยกัน

 

แหงๆ เพราะทั้งผมทั้งเทียนก็เป็นพวกใจร้อนแถมความอดทนต่ำกันทั้งคู่ มันไม่ชอบให้ผมขึ้นเสียงใส่ ผมก็ไม่ชอบ

 

ให้มันขึ้นเสียงใส่เหมือนกัน

 

 

แต่พอทะเลาะกันทีไรก็ตวาดใส่กันแบบนี้ทุกที .. แก้ไม่หายจริงๆครับ

 

 

“นี่มึงเชื่อเพลินหรอ!?”

 

 

 

“ก็แล้วมึงจะบอกว่าเค้าโกหกหรือไง ! เค้าส่งข้อความมาขนาดนี้แล้วนะไอ้สัส”

 

 

 

“มึงเชื่อคนอื่นมากกว่ากูอีกนะรู้ตัวรึเปล่า”

 

 

 

“กูเชื่อมึงมากี่ครั้งแล้วเทียน” ผมถามเสียงแข็ง “กูเชื่อมึงมาตลอด! ครั้งล่าสุดมึงบอกว่าไม่ๆๆ แล้วเป็นไง สุดท้าย

 

มึงก็ยอมรับอยู่ดีกว่าออกไปกับเพลิน !”

 

 

 

            เพลินเป็นกิ๊กมันครับ -_- จริงๆไอ้เทียนมันก็มีเด็กมาติดมาชอบมันบ้างทั้งชายหญิงตามประสาคนหล่อ

 

แล้วแต่ว่ามันจะเล่นด้วยรึเปล่า แต่ส่วนใหญ่มันจะไม่หากิ๊กเป็นเด็กในโรงเรียนเพราะถ้าผมเห็น ผมจะยำตีนใส่ทั้ง

 

มันทั้งกิ๊ก ผมเคยบอกมันไปแล้วว่าคบกับผม จะมีใครแอบซุกไว้ผมไม่ว่า แค่อย่าเกินหน้าเกินตา อย่าระราน และ

 

อย่ามาให้ผมเห็นก็พอ เพราะผมเข้าใจสันดานมันดี คบกับมันมาเกือบปีก็ไม่เคยมีปัญหา จนมาถึงเพลินนี่แหล่ะ

 

ครับ เพลินเป็นเด็กโรงเรียนข้างๆ ที่แสดงออกมากว่าคิดจะเอาเทียนไปจากผม เธอก็รู้นะครับว่าเทียนมีแฟนแล้ว

 

แต่ก็ดูเหมือนจะไม่แคร์ แถมบางทียังมาเยาะเย้ยผมด้วยการมารอไอ้เทียนที่หน้าโรงเรียน หรือไม่ก็โทรหาไอ้เทียน

 

ตอนมันอยู่กับผม เพราะเพลินรู้ว่าผมเป็นคนดีพอที่จะไม่กระทืบผู้หญิง

 

 

 

“กูยอมรับว่ากูไปกับเพลินมาจริงๆไงครั้งที่แล้ว แต่นี่กูเปล่า!”

 

 

 

“มึงอย่ามาพูดเลยดีกว่า!”

 

 

 

“ทำไมกูจะพูดไม่ได้ ! มึงเชื่อใครก็ไม่รู้แต่มึงไม่เชื่อกูอะ !”

 

 

 

“กูเชื่อมึงจนกูจะเป็นญาติกับบุญเลิศแล้วมั้ง แม่งเอ๊ย”

 

 

 

“กูต้องหาพยานมายืนยันเลยมั้ยว่ากูไม่ได้ออกไปกับเพลิน มึงถึงจะเชื่อกูฮะคิน”

 

 

 

ไอ้เทียนพูดเสียงอ่อนลงอย่างเหนื่อยใจกับท่าทีของผมที่ไม่ยอมลงให้มันเลยแม้แต่น้อย แต่ยังไม่ทันทีจะได้ทำ

 

อะไร ไอโฟนของเทียนก็ดังขึ้นมาซะก่อน ชื่อและรูปเพลินตัวเท่าบ้านขึ้นโชว์หราอยู่บนหน้าจอ

 

 

 

“หึ นี่ไงพยาน” ผมแสยะยิ้ม ทั้งๆที่ในใจเจ็บจนแทบพูดไม่ออก แต่ก็แสดงออกไม่ได้ “รับดิ”

 

 

 

ไอ้เทียนมองหน้าผมสลับกับมือถือของตัวเองที่สั่นครืดคราดพลางแหกปากเสียงดังอยู่บนโต๊ะอยู่นาน จนผมหยิบ

 

มารับเองแถมเปิดลำโพงไว้ด้วย

 

 

 

(เทียนนนนน วันนี้เทียนว่างรึเปล่าคะ) เสียงใสลอยมาตามสายแบบไม่รู้ชะตากรรม ไอ้เทียนยังคงมองหน้าผมแต่

 

ไม่พูดอะไร ผมเลยยักคิ้วใส่มันเป็นเชิงให้ตอบอะไรกลับไป

 

 

 

(ฮัลโหล เทียนคะ อยู่มั้ยเอ่ย)

 

 

 

“ครับ มีอะไรรึเปล่าครับเพลิน”

 

 

 

(เพลินจะชวนเทียนไปเลือกของขวัญวันเกิดเพื่อนด้วยกันน่ะคะ ไปนะคะ)

 

 

 

“ผมไม่ว่าง โทษทีนะครับ”

 

 

 

(อ้าวว) เพลินร้องอย่างเสียดาย (หรอคะ งั้นน..ไม่เป็นไรค่ะ)

 

 

 

“ครับ มีอะไรอีกรึเปล่าครับ ผมจะเรียนแล้ว”

 

 

 

(ไม่มีแล้วค่ะ คิกๆ ตั้งใจเรียนนะคะ เพลินรักเทียนนะ !)

 

 

 

แล้วเธอก็วางสายไป ผมเม้มปากแน่นไม่พูดอะไรออกมา เจ็บจนชาไปหมด

 

 

 

“คิน ..”

 

 

 

“..”

 

 

 

“กูขอโทษ”

 

 

 

หึ ..

 

 

 

“สุดท้ายมึงก็จบด้วยคำว่าขอโทษอยู่ดี หึ .. นี่ไงที่กูเชื่อมึงมาตลอด มึงขอให้กูเชื่อ กูก็เชื่อ มึงขอโทษให้กูให้อภัย

 

กูก็ให้ แล้วนี่มันอะไร! มึงเห็นกูเป็นอะไรวะเทียน! เห็นกูเป็นของตาย ไปไหนไม่ได้ก็กลับมาหรือไง!”

 

 

 

“ไม่ใช่นะเว้ย!”

 

 

 

“กูเหนื่อยแล้วว่ะเทียน”

 

 

 

ผมทรุดลงกับพื้นนั่งพิงขาโต๊ะเรียนอย่างหมดแรง รู้สึกไม่อยากจะทำอะไรแม้แต่จะขยับปากพูด

 

 

 

“หมายความว่าไง..”

 

 

 

“กูเหนื่อยจริงๆ กูทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับผู้หญิงของมึงมาเป็นปีเพราะกูไม่อยากให้มึงเบื่อกับกู กูยอมมึงมาทุกอย่าง

 

แต่ดูที่มึงทำกับกูดิคิน .. ดูผู้หญิงของมึงทำกับกูสิ”

 

 

 

“กูขอโทษ .. กูขอโทษจริงๆคิน กู .. กูจะไม่ไปเจอเพลินแล้ว”

 

 

 

“ไม่ ..” ผมส่ายหัว “ไม่ต้อง กูตัดสินใจแล้ว”

 

 

 

“ตัดสินใจ ..อะไร”

 

 

 

ผมก้มหน้ากัดปากแน่นเพื่อกดความรู้สึกอยากจะร้องไห้ลงไปให้ลึกที่สุดแล้วกลั้นใจพูดออกมา “เลิกกันเถอะ

 

เทียน”

 

 

 

“คิน! ไม่เอานะเว้ย กูไม่เลิก” ไอ้เทียนเดินอ้อมโต๊ะมาหาผมที่นั่งชันเข่าอยู่กับพื้น แต่ผมก็ชี้หน้ามันแล้วพูดเสียง

 

ดัง

 

 

 

“หยุดเลยนะมึง ! ไม่ต้องเดินเข้ามา !”

 

 

 

“กูขอโทษ”

 

 

 

“มึงเลิกพูดคำนี้ซักที!”

 

 

 

“จะให้กูทำยังไงก็ได้ แต่ไม่เลิกนะคิน”

 

 

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆอย่างเครียดๆแล้วซบหน้าลงกับเข่าตัวเองเพราะคิดอะไรไม่ออก 

“มึงว่ามันสายไปรึเปล่าวะ”

 

 

 

“…” ไอ้เทียนเม้มปากแน่นไม่พูดอะไร ตาคมๆของมันจ้องผมนิ่ง

 

 

 

“กูรู้จักสันดานมึงดีกว่าใคร ห้ามไปมึงก็แอบมีชู้ได้อยู่ดี”

 

 

 

“กูจะไม่ทำแล้วไง”

 

 

 

“พอเถอะ ..สันดานอย่างมึงน่ะ ห้ามไม่ได้หรอกเรื่องนี้ มึงเจ้าชู้แค่ไหนกูรู้ดีที่สุด”

 

 

 

“ก็กูบอกว่าจะเลิกแล้วไง ! เชื่อกูหน่อยดิวะ !”

 

 

 

“มึงคิดว่ากูไม่รู้จักมึงเลยหรือไง ! กูเชื่อมึงมากี่ครั้งแล้ว ! สุดท้ายก็เป็นกูที่มาเจ็บอยู่คนเดียว ร้องไห้คนเดียว มึง

เคยรู้อะไรบ้าง!”

 

 

ผมสวนกลับ น้ำตาที่เป็นสิ่งที่ผมไม่อยากให้มันเห็นที่สุดไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ มันไม่ได้มาจากความเสียใจ

 

แต่มาจากความอัดอั้นตันใจที่ผมเก็บมานาน ผมใช้หลังมือปาดน้ำตาออกไปแรงๆแล้วลุกขึ้นยืน

 

 

 

“ทุกครั้งที่เด็กมึงมาวุ่นวายกับกู ทุกครั้งที่กูจับได้ ทุกครั้งที่มึงขอโทษ ทุกครั้งที่มึงบอกว่าจะเลิก ทุกครั้งที่มึง

 

สัญญาว่าจะไม่มีอีก .. ทุกครั้งที่มึงกลับไปเป็นแบบเดิม .. กู .. ร้องไห้ทุกครั้ง”

 

 

 

“คิน..”

 

 

 

“มึงไม่อยากเลิกหรอวะเทียน มึงจะได้ไปมีใครก็ได้ มึงจะได้ไม่ต้องแคร์ว่าใครจะโกรธ”

 

“ไม่ กูไม่อยากเลิก”

 

 

 

“กูก็ไม่อยากหรอก ..” ผมพูดนิ่งๆ “ แต่ขอเวลากูหน่อย กูไม่ไหวแล้วจริงๆตอนนี้”

 

 

 

“หมายความว่าไง”

 

 

 

“เรา .. อย่าเพิ่งคุยกันซักพักนะเทียน”

 

 

 

“ไม่เอานะเว้ย!”

 

 

 

ไอ้เทียนเอื้อมมือมาดึงแขนผมไว้เมื่อเห็นผมทำท่าจะเดินหนี ผมชะงักไปแต่ก็ไมได้สะบัดออก แค่มองตามันแล้ว

 

พูดออกมาอย่างพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นมากไปกว่านี้

 

 

 

“นะเทียน .. กูขอร้อง”

 

 

 

“…” ไอ้เทียนปล่อยมือผมออกอย่างง่ายดายแล้วยืนนิ่งอยู่แบบนั้นจนผมเดินออกมา

 

 

 

ผมเดินหันหลังให้มันได้ไม่นานก็รู้สึกว่า ..

 

 

 

.. จริงๆแล้วผมก็ปากดีไปอย่างนั้นเองที่ขอมันไปแบบนั้น

 

 

 

.

 

 

 .

 

 

 

.

 

ฝนตก ..

 

 .. ผมป่วย

 

ผมไม่ได้ไปโรงเรียนมาสองวันแล้วนับจากวันนั้น เพราะเย็นวันนั้นผมดันอยากแอ๊บเป็นพระเอกเอ็มวีเดินตากฝน

 

เข้าบ้าน ผลที่ได้ก็อย่างที่เห็น ไข้แดกมาสองวันแล้วยังไม่หาย -___- .. และก็เป็นสองวันที่ผมไม่ได้รับการติดต่อ

 

จากไอ้เทียนเลยแม้แต่อย่างเดียว ทั้งโทรศัพท์และข้อความก็ไม่มี .. บางทีนี่อาจจะเป็นการเริ่มต้นของการเลิกคุย

 

กันซักพักของเรา

 

 

 

.. ผมเกลียดตัวเองจริงๆที่รู้สึกเหงามากขนาดนี้

 

 

 

“ตื่นแล้วหรอลูกชาย” หม่าม้าถามทันทีที่เดินเข้ามาในห้องนอนผม

 

 

“ครับ ม้าจะไปทำงานแล้วหรอ”

 

 

 

ผมพลิกตัวมานอนคุยกับหม่าม้าที่นั่งลงบนเตียงข้างๆผม หม่าม้าเป็นผู้หญิงที่สวยมากและดูอ่อนกว่าวัยอยู่มากที

 

เดียว(เพื่อนผมเคยเข้าใจว่าเป็นพี่สาวอะครับ-_-) เพราะจริงๆแล้วหม่าม้าก็ยังอายุไม่มาก และก็มีผมแค่คนเดียว

 

แถมยังเป็นคนดูสุขภาพตัวเองเสมออีกด้วย ก็คงไม่แปลกอะไรที่จะดูเด็กกว่าอายุจริงหลายปี

 

 

 

“ใช่ อยู่คนเดียวได้มั้ยครับ?” ผู้หญิงตรงหน้าถามพลางเอื้อมมือมาลูบแก้มผมเบาๆเพื่อวัดอุณหภูมิ

 

 

 

“ได้ครับ ..”

 

 

 

ผมตอบเบาๆด้วยเสียงแหบแห้งเพราะพิษไข้

 

 

 

“งั้นหม่าม้าไปทำงานนะ เย็นนี้ถ้าไม่ดีขึ้นเดี๋ยวไปหาหมอกัน”

 

 

 

            ม้าพูดแล้วทำท่าจะลุกขึ้นจากเตียง แต่ผมกลับดึงข้อมือท่านไว้ก่อน

 

 

 

“ม้า .. ม้าคิดถึงป๊ามั้ย”

 

 

 

อยู่ดีๆผมก็ถามคำถามนี้ขึ้นมา ทั้งๆที่ไม่เคยถามหม่าม้ามาตลอดหลายปี คนสวยของผมหันมายิ้มให้แบบใจดีอย่าง

 

เคยก่อนจะลูบหัวผมเบาๆ

 

 

 

“ทำไมถามม้าแบบนี้ล่ะครับ เป็นอะไรรึเปล่า”

 

 

 

ผมมองหน้าหม่าม้าแต่ไม่ตอบอะไร ท่านเลยตอบคำถามผมแทน “คิดถึงสิครับ คินไม่คิดถึงป๊าหรอ”

 

 

 

ป๊าผมไปทำงานที่อเมริกาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ท่านสองคนไม่ได้เลิกกัน แค่ไม่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากมายเหมือนคู่

 

อื่นๆ แต่ป๊าก็พยายามกลับมาไทยทุกครั้งที่มีเวลา

 

 

 

“คิดถึงครับ แต่คินแค่สงสัยว่าม้ากับป๊า .. ห่างกันขนาดนี้ ไม่มีปัญหากันเลยหรอ”

 

 

 

ผมถามด้วยความอยากรู้จริงๆ แต่หม่าม้ากลับหัวเราะแล้วโยกหัวผมเล่นซะอย่างนั้น “ตายละ นี่ลูกหม่าม้าโตเป็น

 

หนุ่มแล้วหรอเนี่ย”

 

 

 

“ม้าอ่ะ ตอบสิ คินอยากรู้”

 

 

 

“จะว่าไม่มีมันก็ไม่เชิงหรอกนะปัญหาน่ะ เราก็รู้ว่าป๊าเราน่ะร้ายแค่ไหน”

 

 

 

หม่าม้าตอบยิ้มๆ เพราะป๊าเป็นคนเจ้าชู้มาก เสน่ห์แพรวพราวหาตัวจับยาก ไม่รู้ว่าหม่าม้าจับได้ยังไง(กร๊ากกก ผม

 

ว่าผมก็ได้นิสัยป๊ามาเต็มๆเลยนะ) และนี่ก็เป็นสิ่งที่ผมแปลกใจว่าป๊าเจ้าชู้ขนาดนี้ แถมไทยกับอเมริกาก็ไม่ใช่

 

ใกล้ๆ ห่างกันขนาดนี้ ทำไมผมไม่เคยเห็นท่านสองคนมีปัญหากันเลย

 

 

 

“แล้วม้าทนป๊าได้หรอ”

 

 

 

“ม้าไม่ได้ทน” เสียงหวานตอบแล้วยิ้ม มือนิ่มๆก็ลูบแก้มผมอย่างอ่อนโยนเหมือนตอนเด็กๆที่ชอบทำ “แต่ม้า

 

เข้าใจ ม้ารู้ว่านิสัยป๊าเราเป็นยังไง ม๊าก็ทำใจรับตรงนี้แล้ว ห่างกันแบบนี้ หมอนั่นควงแหม่มวันละคนเลยมั้ง”

 

 

 

“แล้วม้าไม่รู้สึกอะไรเลยหรอ”

 

 

 

“ก็มีบ้าง หม่าม้าก็คนนะคิน” หม่าม้าตอบพร้อมกับหัวเราะ ดูไม่หยี่ระอะไรกับเรื่องนี้ “แต่ป๊าเค้าทำให้ม้าเชื่อว่าป๊า

 

เค้ารักม๊าไง คนเรานะคิน .. มันรักกันไม่ยืดหรอกถ้าไม่เชื่อใจกันน่ะ รักกันมากแค่ไหนแต่ขาดความเชื่อใจมันก็เจ๊ง

 

เหมือนกัน”

 

 

 

“แล้วทำไมม้าถึงเชื่อป๊าอะ”

 

 

 

ผมถามแล้วเขยิบไปนอนหนุนตักม้า เอาละเว้ย งานการไม่ต้องไปทำละ มาอยู่ช่วยลูกชายก่อน

 

 

 

“ทำไมหรอ .. ม้าก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ แต่การกระทำของป๊าพิสูจน์ว่าม้าสามารถเชื่อใจได้ ป๊าไม่เคยไม่รับโทรศัพท์

 

ม้า ไม่ว่าม้าจะโทรไปตอนดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม เพราะนั่นหมายความว่าม้าจะต้องมีปัญหา หรือไม่ก็ .. โทรมาหาม้า

 

ทุกทีที่มีเวลา ไม่เคยลืมวันสำคัญ และหาเวลาว่างบ่อยๆบินกลับมาเพื่อมาเจอหน้าเด็กคนนี้”

 

 

 

ม้าพูดแล้วดึงแก้มผมให้ยืดออก “เท่านี้ยังไม่พออีกหรอ”

 

 

 

“ม้าครับ ..คนนั้นของคินเค้าก็เหมือนป๊า ถึงเค้าจะไม่ได้อยู่ไกลขนาดนั้น แต่เรากลับมีปัญหากันเรื่องนี้ประจำ

 

เลย”

 

“เรื่องอะไรครับ หืม ? บอกม้าได้รึเปล่า”

 

 

 

“ก็ .. เรื่องมีกิ๊กอะม้า คินพยายามทนแล้วนะ พยายามทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ..แต่สุดท้ายแล้วก็ทำไม่ได้”

 

 

 

“คินฟังม้านะ” หม่าม้าลูบหัวผมเล่นแล้วพูดต่อ “อย่าอยู่กับคนรักด้วยความจำใจทน แต่จงอยู่ด้วยความเข้าใจ สม

 

มติว่าคินทนเค้าได้ในวันนี้ทั้งๆที่คินไม่อยากจะทน แต่คินไม่บอกเค้า คินก็ทนไปเรื่อยๆ สักวันคินก็หมดความ

 

อดทนอยู่ดี แต่ถ้าคินทำความเข้าใจ คินก็จะทำใจและปล่อยผ่านมันไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

 

 

 

“หรอฮะ..” ผมถามเสียงเบาพลางซบหน้าลงกับตักอุ่นๆ

 

 

 

“เค้าเคยไม่ให้ความสำคัญกับคินรึเปล่า”

 

 

 

“ ..ไม่เคยฮะ”

 

 

 

“เคยลืมวันสำคัญของคินมั้ย”

 

 

 

ผมส่ายหน้า

 

 

 

“เคยเอาคินไปเทียบกับกิ๊กของเค้ามั้ย”

 

 

 

ผมก็ส่ายหน้าอีก

 

 

 

“เค้ายังไม่เคยเอาคินไปเทียบกับคนพวกนั้น ทำไมคินต้องเอาตัวเองไปเทียบกับคนเหล่านั้นล่ะลูก เราก็อยู่ในที่

 

ของเรา ยังไงเดี๋ยวเค้าก็กลับมา”

 

 

 

“คนเจ้าชู้ก็เหมือนหนังสะติ๊กนะคิน ยิ่งเราดึงมันก็ยิ่งออกห่างจากตัว แต่ถ้าเราปล่อย .. สุดท้ายมันก็เด้งกลับมาหา

 

เราอยู่ดี”

 

 

 

ผมไม่ตอบอะไรหม่าม้า ได้แต่นอนหนุนตักม้าแล้วคิดตามที่ท่านพูดจนท่านดึงแก้มผมเบาๆนั่นแหละผมถึงสะดุ้ง

 

ออกจากภวังค์ของตัวเอง

 

 

 

“ม้าต้องไปทำงานแล้ว วันนี้มีประชุม”

 

 

 

“ฮื่อ โอเคฮะ”      ผมพูดแล้วพลิกตัวออกจากตักหม่าม้า แต่ก็นึกอะไรขึ้นได้เลยชะงักแล้วหันไปสบตาท่านก่อน

 

“ขอบคุณนะครับหม่าม้า คินรักม้านะ”

 

 

 

“หม่าม้าก็รักคินครับ”

 

 

 

คนสวยของผมพูดแล้วจับผมให้หนอนหนุนหมอนดีๆก่อนจะห่มผ้าให้ ท่านลุกจากเตียงเดินไปเปิดประตู แต่ก็หัน

 

กลับมาหาผมแล้วพูดประโยคหนึ่งออกมาก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

 

 

“เทียนน่ะ .. ถึงจะเจ้าชู้ไปหน่อยแต่ก็รักลูกหม่าม้าจริงนะ ไม่งั้นเจ้าหนุ่มนั่นคงไม่มารอเราหน้าบ้านทุกวันแต่ไม่

 

กล้าเข้ามา ได้แต่มาถามหม่าม้าว่าเราเป็นอะไร หายรึยังแบบนี้หรอก”

 

 .

 

 

.

 

 

 

.

 

 .

 

 

 

 ผมเผลอหลับไปตั้งแต่เช้าจนเพิ่งมาตื่นเอาตอนห้าโมงเย็น เพราะเสียงฝนตกฟ้าร้องกระหน่ำมาก -_- นอก

 

หน้าต่างแทบมองอะไรไม่เห็นเพราะเม็ดฝนตกลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา เสียงฟ้าร้องดังสนั่นอย่างน่ากลัว แถมยัง

 

มืดครึ้มจนเหมือนสักสี่ทุ่มได้ น่ากลัวชะมัด -_- ผมขยับเข้าไปนั่งกอดเข่าติดขอบหน้าต่างบนเตียงพลางมองสาย

 

ฝนที่กระหน่ำลงมาแบบล่องลอย

 

 

 

.. ผมชอบหน้าฝนนะ ถึงจะเปียกแต่ก็เย็นดี

 

 

 

ยิ่งเห็นในตกแบบนี้ผมยิ่งคิดถึงมัน .. เทียนชอบพาผมตากฝนบ่อยๆเพราะมันบอกว่าโรแมนติกดี แต่สุดท้ายผมก็

 

ป่วยเพราะไอ้คำว่าโรแมนติกของมันทุกทีสิน่า(เพราะตอนผมป่วยมันจะหอบผ้าหอบผ่อนมาดูแลผมแบบใกล้ชิด

 

ถึงห้องนอน-_- เลวมาก)

 

 

 

            ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั่งอยู่แบบนั้นนานเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าตัวเองคิดย้อนไปถึงไหนตั้งแต่เราคบกัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า

 

น้ำตามันไหลลงมาตั้งแต่ตอนไหน ..

 

 

 

ผมรู้แค่ว่าผมอยากโทรหามัน .. อยากบอกมันแทบบ้าว่าตอนนี้ผมคิดถึงมันแค่ไหน แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะสิ่งที่ผม

 

พูดไปเมื่อสองวันก่อนย้อนกลับมาทำร้ายตัวผมเองเต็มๆ

 

 

 

.. บางทีก็เกลียดความหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองจริงๆ ให้ตาย

 

 

 

            ผมนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นนานจนรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ไอโฟนสว่างวาบในความมืด พร้อมกับเสียงเตือนว่า

 

ข้อความเข้า มือผมไปไวกว่าที่ผมจะรู้ตัวด้วยว่าคว้ามันมาแล้ว .. ตาผมไล่อ่านทีละตัวอักษรที่ปรากฏอย่างตั้งใจ

 

ยิ่งกว่าทำข้อสอบ ประโยคสั้นๆเพียงประโยคเดียวกลับทำให้ผมถึงกับทำอะไรไม่ถูก

 

 

 

‘โทรหามึงได้มั้ย

 

 –tien’

 

 

 

‘อืม

 

-Kin’

 

 

 

ผมตอบกลับไปด้วยความรวดเร็ว ทั้งๆที่อยากพิมพ์อะไรยาวๆส่งไปให้มันใจแทบขาด แต่กลับทำได้เพียงส่งตัว

 

อักษรสองตัวพร้อมสระไปให้อย่างหยิ่งๆ โอ้ยกูT__T

 

 

 

             ไม่นานลุกรักผมก็แหกปากโวยวายพร้อมขึ้นรูปคู่ของเราโชว์หรา ผมสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะสไลด์รับ

 

สายแต่ไม่ยอมพูดอะไรออกมา .. จนปลายสายพูดออกมาเอง

 

 

 

(เป็นไงบ้าง)

 

 

 

.. “ก็ดี”

 

 

 

(อืม .. เสียงมึงยังไม่ดีขึ้นเลย ไม่กินยาหรอวะ)

 

 

 

มันถามผมเหมือนทุกครั้งที่ผมไม่สบายแล้วชอบลืมกินยา เฮ้อ อย่าทำให้กูคิดถึงมึงไปมากกว่านี้ได้มั้ยเทียน

 

 

 

“มึง ..”

 

 

 

(หืม?)

 

 

 

..เอาไงดี

 

 

 

“...”

 

 

 

(ว่าไงครับคิน)

 

 

 

..จะถามดีมั้ยวะ

 

 

 

“มึง..”

 

 

 

(..?)

 

 

 

“หายไปไหนมา”

 

 

 

(อ้อ .. ฮ่ะๆๆ) มันหัวเราะมาตามสาย (ไม่ได้หายครับ)

 

 

 

“พ่อมึงสิไม่หาย .. มึง .. แค่กๆ” โอ้ยสังขารกู จะเสียงดังก็ไม่ได้ เจ็บคออีก “มึงไม่โทรหากู มึงหายไปเลย

 

ข้อความก็ไม่มี”

 

 

 

(ก็มึง .. เล่นพูดแบบนั้น ใครจะกล้าโทรหา ที่ส่งข้อความมานี่ก็รวบรวมความกล้าสุดๆแล้ว)

 

 

 

ผมเม้มปากแน่นเพื่อกลั้นยิ้ม .. จะยิ้มทำไม ไม่รู้เหมือนกัน โอ้ยย ทำตัวไม่ถูกแล้วครับ จะโกรธมั้ยก็ไม่รู้ หรือจะดีใจ

 

ก็ไม่แน่ใจ ฮือ ทำไงดี

 

 

 

ผมเงียบไปนานจนไอ้เทียนต้องเรียก

 

 

 

(คิน ยังอยู่มั้ย)

 

 

 

“อ ..อืม อยู่ๆ”

 

 

 

(ยังโกรธกูอยู่หรอ)

 

 

 

“ไม่รู้ดิ..”

 

 

 

(คิน .. ที่ผ่านมากูขอโทษนะ ขอโทษที่ทำตัวแบบนั้น กูสัญญาว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เชื่อกูนะ)

 

 

 

ผมเงียบไม่กล้าตอบ เอาจริงๆผมก็กลัวตัวเองเจ็บ กลัวว่าจะกลับไปเป็นแบบเดิม แต่เสียงหม่าม้าเมื่อเช้าก็ดัง

 

เตือนสติผมจนได้

 

 

 

‘คินครับ คนเราจำเป็นต้องเสี่ยงในเรื่องบางเรื่องเพื่อจะได้บางอย่างมา ถึงจะเจ็บตัวแต่คินก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการ

 

มันก็คุ้มไม่ใช่หรอครับ ดีกว่าคินไม่ยอมเสี่ยง ไม่ยอมเจ็บ แต่คินก็จะไม่ได้อะไรเลยนะ’

 

 

(คิน ..)

 

 

“อืม”

 

 

(อะไรอืม)

 

 

 

“ก็อืมไง ..”

 

 

 

(อืมอะไรของมึงล่ะ)

 

 

 

“มึงนี่ .. ก็อืมม กูเชื่อมึง”

 

 

 

ผมไม่ได้ยินเสียงมันตอบกลับมา แต่ดันได้ยินเสียงโวยวายเหมือนคนดีใจลอดมาแทน(คิดว่ามันคงเอามือปิด

 

โทรศัพท์แล้วออกไปตะโกนด้วยความดีใจ แต่ผมดันหูดีได้ยิน-_-)

 

 

 

สักพักมันก็กลับมา

 

 

 

(มึง .. พูดจริงนะ?)

 

 

 

“เออ”

 

 

 

(เชี่ยยย ดีใจว่ะ!)

 

 

 

“เออ ..ก็พอรู้ เหอๆ”

 

 

 

(กูสัญญาว่ากูจะทำตัวดีๆ กูจะไม่มีใคร .. กูจะเปลี่ยนตัวเองใหม่ โอเคนะ)

 

 

 

“ไม่ต้องหรอก” ผมส่ายหน้ายิ้มๆ รู้สึกรักหม่าม้าขึ้นมาหลายเท่าตัว “มึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อกู เพราะกู

 

รักมึงที่มึงเป็นแบบนี้ ..”

 

 

(คิน ..)

 

 

 

“อะไร”

 

 

 

(มึงทำให้กูรู้สึกว่าคิดไม่ผิดจริงๆที่เลือกมึงว่ะ .. แม่งเอ๊ย ทำไมน่ารักแบบนี้วะ)

 

 

 

.. นี่มึงชมกูหรอ -_- ทำไมอารมณ์มันเหมือนกูโดนด่าพ่อ

 

 

 

“ขอบใจ”

 

 

 

(งั้น .. )

 

 

 

“.. ?”

 

 

 

(คินครับ..)

 

 

 

“ว่า”

 

 

 

(..กูขอโทษ ดีกันนะ)

 

 

 

“ ... ครับ”

 

 

 

ใครก็ได้สั่งให้ผมหยุดยิ้มที !

 

ผมกลั้นยิ้มไม่ไหวแล้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

กรี๊ดดดด ยาวว5555 ตอนนี้ยาวเป็น2เท่าของ TheSSSS ภาคปกติเลยนะ

(สำหรับคนอื่นอาจจะธรรมดา แต่15หน้าเวิร์ดของเรานี่สถิติเลยอะ กรั่กๆๆ)

ตอนนี้เป็นตอนที่มีความเป็นมามากที่สุด เพราะตอนแรกก็จะเอาเข้า The SSSS

เพราะมีเพลงธีมเป็นของตัวเอง แต่ก็เปลี่ยนมาสามเพลงแล้วก็ไม่ลงตัวซักที

พอจะไม่ใส่เพลงก็ดูจะผิดคอนเซปไปหน่อย อย่ากระนั้นเลย ยัดมันลงสเปไปดีกว่า

เรื่องนี้เป็นแนวแบบที่ไม่เคยแต่ง เพราะขี้เกียจ 555555

แต่ก็ตั้งใจมากๆ ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ *กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์*

แล้วเจอกันเมื่อคิดออกค่ะ

จนวก.รายงาน